โรงเรียนวังไกลกังวล

โรงเรียนวังไกลกังวล

หน้าแรก ท่านผู้จัดการโรงเรียน ประวัติท่านผู้จัดการ ผลงานดีเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

การใช้งานเบื้องต้น

ขณะนี้เว็บไซด์ได้มีการปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการใช้งาน โดยสมาชิกสามารถใช้งานในส่วนต่อไปนี้ได้เช่น เพิ่มอัลบัมภาพ วิดีโอ โพสในกระดานสนทนา สร้างกลุ่ม เขียนบล็อก และอื่นๆ ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้งหลังจากระบบมีความสมบูรณ์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานแจ้งไว้ได้ที่ กระดานสนทนา...ขอบคุณครับ

ผลงานดีเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 1999 เวลา 07:00 น.
Untitled Document

ผลงานดีเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

  1. มูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ถึง ปัจจุบัน ( 41 ปี )

ผลงานในรอบ 40 ปี (พ.ศ. 2506-2546)

            “สาธารณภัย”   หมายถึง   ภัยที่เกิดขึ้นแก่สาธารณชน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอันตรายแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน และของรัฐบาลอย่างมาก เช่น   อัคคีภัย วาตภัย และอุทกภัย รวมถึงภัยอื่นๆ ด้วย    เช่น   ภัยแล้ง   แผ่นดินไหว  และอากาศหนาว  เป็นต้น
            ภัยเหล่านี้บางครั้งเราเรียกว่า ภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นภัยที่เกิดขึ้นเสมอทั้งในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้านเป็นภัยที่อาจเกิดขึ้นได้โดยบางครั้งไม่สามารถ         คาดการณ์ได้ล่วงหน้า หรือกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะนำความเสียหายมาสู่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของราษฎรของรัฐอย่างร้ายแรง
            หลังจากเกิด “วาตภัยตะลุมพุก” เมื่อปี พ.ศ. 2505 แล้วก็มีสาธารณภัยเกิดขึ้นภายใน ประเทศไทยถือว่าร้ายแรงอีกหลายครั้ง แม้จะไม่ร้ายแรงเท่าแหลมตะลุมพุก แต่ก็ทำความเสียหายให้แก่      รัฐและราษฎรไม่น้อย เช่น อุทกภัยที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2531 ซึ่งหมู่บ้านถูกทำลายทั้งหมู่บ้าน ราษฎรเสียชีวิตถึง 370 คน ทรัพย์สินเสียหายเป็นมูลค่าเกือบ 7,000 ล้านบาท
            หรือ “ไต้ฝุ่นเกย์” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 หรือเกือบ 14 ปีมาแล้ว ที่ชาวจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงไม่มีวันลืมเลือนได้     ตามข่าวแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า    500    คน   สูญหายกว่า

400 คน ทรัพย์สินของรัฐและของราษฎรเสียหายกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท เรือกสวนไร่นาเสียหายกว่า       9  แสนไร่ เรือประมงจมสู่ใต้ทะเลถึง  500  ลำ ศพลูกเรือลอยเกลื่อนทะเลและสูญหายไปจำนวนมาก
            นอกจากนี้ก็ยังมีพายุดีเปรสชั่น “อีร่า” และ “โลร่า” ปี 2532 อุทกภัยที่วังชิ้น จังหวัดแพร่    ปี 2543 และที่น้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปี 2544 กระทั่งอุทกภัยในภาคกลาง เป็นต้น
            ทุกครั้งที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้นไม่ว่าเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัดก็ดี                 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีพระราชกระแสถึงเหตุการณ์เหล่านั้น ด้วยความห่วงใยในความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรผู้ประสบภัยอยู่เสมอ เมื่อใดมีสาธารณภัยเกิดขึ้น มูลนิธิฯ ต้องรีบดำเนินการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ประสบภัยทันที ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่  8 สิงหาคม  2526  ว่า   “การช่วยผู้ประสบภัยนั้น แสดงให้เห็นว่า จะต้องช่วยในทันที หมายความว่า เป็นเวลาที่ฉุกเฉินต้องช่วยโดยเร็ว และต่อไปก็จะต้องช่วยให้ต่อเนื่องไป สองหลักนี้เป็นเป้าหมายของมูลนิธิฯ สองอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราจะพิจารณา ข้อแรกที่ว่าจะต้องช่วยฉับพลัน ให้ทันท่วงทีนั้นสำคัญมาก
ส่วนเรื่องของการช่วยเหลือระยะยาว ก็มีความจำเป็นเหมือนกัน และก็ได้ทำตั้งแต่ต้นของมูลนิธิฯ ที่ว่าได้ตั้งโรงเรียนสำหรับเด็ก ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากวาตภัย ครั้งแรกเป็นผลว่า เขาได้รับความดูแล เหลียวแล มาจนกระทั่งได้รับการศึกษาที่สามารถทำมาหากินได้โดยสุจริต เพราะว่าเข้าใจและได้ประสบความทุกข์มาตั้งแต่เล็กๆ และได้มีจิตเมตตาไปช่วย ให้สามารถที่จะตั้งตัวได้มีอนาคตที่แจ่มใส” จากพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าได้พระราชทานพระบรม-       ราโชบายไว้  3  ประการ คือ                  

  1. การช่วยเหลือระยะสั้น คือ ต้องออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยฉับพลัน รวดเร็ว และ         ทันท่วงที
  2. การช่วยเหลือระยะยาว คือ การช่วยเหลือเด็กที่ครอบครัวประสบสาธารณภัย ให้มีความเป็นอยู่    ที่ดีขึ้น ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน  เพื่อให้นำความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เด็กเหล่านั้นมีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่นๆ เป็นพลเมืองดีของประเทศ-ชาติ ไม่เป็นภัยต่อสังคม นั่นคือ การให้เขามีสถานศึกษา  เล่าเรียนและมอบทุนพระราชทาน   การศึกษาสงเคราะห์ตามความสามารถของเด็กที่จะเล่าเรียนได้ นอกจากนี้ยัง    ทรงกล่าวไว้ในพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 ว่า “การให้ความช่วยเหลือรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และก็ได้เห็นผลโดยที่มีบุคคลหนึ่งที่ประสบอัคคีภัย แล้วก็ได้มาพบประมาณ 6 เดือน    ภายหลัง  เขาบอกมาเมื่อประสบอัคคีภัยนั้น เขารู้สึกหมดหวัง เพราะว่าเสียบ้านที่อยู่อาศัย        ที่ทำกิน หมดหวังที่จะมีชีวิตต่อไป แต่ทันใดในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือจาก     เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ไปให้อาหาร และต่อมาได้ให้สิ่งของอุปกรณ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาบอกว่าตอนที่เขามาพูดเขาบอกว่าเขาสบายแล้ว ฟื้นตัวมาได้ และเขาบอกว่าอาหารสิ่งของที่ได้รับนั้น ไม่ได้คุ้มหรือช่วยทั้งหมด เพราะว่าเป็นจำนวนถ้านับเป็นเงินก็ไม่มาก เขาพูดอย่างนี้ไม่ใช่     เชิงตำหนิ แต่ในเชิงที่ทำให้เขาชื่นชม เพราะว่าแม้จะไม่คุ้มกับที่เสียไป แต่สามารถให้กำลังใจแก่เขาให้สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้…ฉะนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ คือ ให้ได้ไปถึงทันท่วงที และไปให้กำลังใจให้ผู้ที่ประสบภัยนั้นสามารถที่จะตั้งตัวขึ้นมาด้วยกำลังของตัว ด้วยความสามารถของตัว ได้รับความช่วยเหลือส่วนหนึ่ง   และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความช่วยเหลือทางกำลังใจ” สำหรับการดำเนินงานนั้น ตั้งแต่พระราชทาน กำเนิดมูลนิธิฯ  เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม    2506  มาจนบัดนี้เกือบ   40  ปี  ทางมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยตาม          
    วัตถุประสงค์    อาทิ    วาตภัย    อัคคีภัย     อุทกภัย และภัยอื่นๆ   ตามตราสารไปแล้วรวม   94,398   ครอบครัว   552,103  คนคิดเป็นมูลค่า สิ่งของพระราชทาน  สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค  รวมทุนพระราชทานการศึกษา ใช้จ่ายในการศึกษาการสร้าง และซ่อมโรงเรียน       
    รวม  539,634,451.2547 บาท (ห้าร้อยสามสิบเก้าล้านหกแสนสามหมื่นสี่พันสี่ร้อยสามสิบเอ็ดบาทยี่สิบสี่สตางค์)         
  3. การป้องกัน   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชกระแสว่า  การป้องกันจะถูกกว่าการแก้ไข อย่างมาก  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ขุดแก้มลิงป้องกันน้ำท่วม กั้นน้ำ และถ่ายเทน้ำใน ระยะเวลาที่สมควรตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลงให้เหมาะสมกับระดับน้ำทะเลที่จังหวัดชุมพร ด้วย 
     งบประมาณ  60 ล้าน และที่จังหวัดเพชรบุรีก็เช่นเดียวกัน ได้ดำเนินการด้วยงบประมาณ18 ล้าน 
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 08 สิงหาคม 2009 เวลา 23:15 น.
 
 
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack